« September 2010 »
Su Mo Tu We Th Fr Sa
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 1 2
 
 
 
สำนักงานกรุงเทพฯ
133/235 หมู่บ้านรื่นฤดี 3
ถนนหทัยราษฎร์ แขวงมีนบุรี
เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510
โทรศัพท์ 02-171-5135-6
โทรสาร 02-171-5124

E-mail : farbkk@farthai.org
 
  การตีตราและเลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย ปี 2009  
   
  การตีตราและเลือกปฏิบัติผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย ปี 2009 โดย ธวัช มณีผ่อง และคณะ ในช่วงทศวรรษแรกที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสังคมไทย ผู้ที่เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมในสร้างความคุ้นเคยและรู้จักกับเอชไอวี และ เอดส์ แก่สังคมไทย คงไม่คิดหรือคิดไม่ถึงว่า การรณรงค์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อเอชไอวี ด้วยประโยคสำคัญที่ว่า “เอดส์ เป็นแล้วตายไม่มีทางรักษา” “สำส่อนทางเพศติดเอดส์ทุกราย(ถึงตาย)” “มั่วเพศมั่วเข็มติดเอดส์แน่นอน” การกระทำที่ดูคล้ายกับความปรารถนาดีและความ(ไม่)รู้เกี่ยวกับเอดส์ในช่วงดังกล่าว ถูกเผยแพร่พร้อมกับภาพถ่ายของผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเอดส์ เน้นอาการแสดงที่เป็นตุ่มตามร่างกาย และซูบผอม นำไปสู่ความเข้าใจของสังคมที่แยกไม่ออกระหว่าง “ผู้ป่วยในภาวะเอดส์” กับผู้มีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย หรือ “ผู้ติดเชื้อ” เป้าหมายการณรงค์สำคัญมุ่งไปที่การควบคุมการแพร่ระบาด แต่ยิ่งนานวัน “คาถา” ปรารถนาดีเหล่านั้น นอกจากจะไม่สามารถลดการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีได้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้มีเชื้อและผู้ไม่มีเชื้อ ในสังคมอย่างกว้างขวาง หนำซ้ำยังหยั่งรากของความหวาดระแวง กลัว จนถึงการรังเกียจที่จะร่วมพูดคุยหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การเป็นผู้มีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย ได้สร้างความแปลกและแตกต่างจากคนอื่น โดยโยงเข้ากับความผิดบาป เพราะไม่มีศีลธรรมและประพฤติสิ่งไม่ดีจึงติดเชื้อมา ซึ่งสัมพันธ์กับการกำหนด “กลุ่มเสี่ยง” ไปที่ ชายรักเพศเดียวกัน หญิงหรือชายขายบริการ ชายนักเที่ยว ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ฯลฯ (ธวัช มณีผ่อง, 2546) จึงเกิดการเหมารวมว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวีมีพฤติกรรมบาป ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญของการทำงานด้านเอดส์ของหน่วยงานทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง คือ การตั้งคำถามว่าอะไรคือความผิดบาป อะไรบาปมากกว่าอะไร หรือใครบ้างที่มีโอกาสรับเชื้อเอชไอวี เมื่อพิจารณาอย่างสัมพันธ์กับช่องทางการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี จากสถิติของสำนักระบาดวิทยาที่ศึกษาในระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๕๐ พบว่าร้อยละ ๘๓.๗๖ ของผู้มีเชื้อเอชไอวี ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน เป็นเสมือนกระจกส่งสะท้อนว่า ทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ล้วนเสี่ยงและมีโอกาสติดเชื้อได้ โดยไม่มีปัจจัยทางด้านอาชีพ การศึกษา เพศสถานะ เพศวิถี ฯลฯ มาเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญ ประเด็นของศักยภาพในการประเมินความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี และการดูแลรักษาตนเองเมื่อตรวจพบว่ามีเชื้อจึงเป็นแนวทางการทำงานที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม “เอดส์” เป็นประเด็นสุขภาพที่คนทำงานไม่สามารถมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ว่าจะป้องกัน หรือ ดูแล เท่านั้น เพราะเอดส์เป็นองค์รวมของความสัมพันธ์ การรังเกียจและให้คุณค่าความเป็นมนุษย์แก่ผู้มีเชื้อเอชไอวี ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ การอยู่ร่วมในสังคมระหว่างผู้มีเชื้อและไม่มีเชื้อ ยังมีวาระซ่อนเร้นอยู่ เพราะตามทุกวันนี้ ผู้มีเชื้อและครอบครัว ยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างมีอคติและแตกต่างจากคนปกติทั่วไป ปัญหาการรังเกียจ การไม่ยอมให้ลูกผู้ติดเชื้อเข้าโรงเรียน การกีดกันผู้ติดเชื้อออกจากงาน ก็ยังคงปรากฏอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ประเทศไทย(TNP+) จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาดัชนีชีวัดระดับการตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยขึ้นมา คาดหวังว่างานวิจัยจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและยกระดับความรู้ความเข้าใจในเรื่อง การตีตรา การเลือกปฏิบัติ และสิทธิมนุษยชนของทีมวิจัย ที่เป็นแกนนำขับเคลื่อนเครือข่ายผู้ติดเอชไอวี/เอดส์ ทั้งในระดับภาคและระดับประเทศ พร้อมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการออกแบบและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องสิทธิของผู้ติดเชื้อในเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในประเทศไทย ๑. เอชไอวี เอดส์ กับการตีตราทางสังคม การตีตราและการเลือกปฏิบัติ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากแต่เป็นผลสืบเนื่องจากการมีมโนทัศน์ทางสังคมว่าด้วยเรื่องราว กลุ่มคน นั้นๆว่าอย่างไร เมื่อมโนทัศน์นั้นได้กลายมาเป็นฐานคติร่วมของคนในสังคม ที่ส่วนใหญ่เข้าใจและยอมรับ จึงใช้มันในการตัดสินเรื่องราวและกลุ่มคนเหล่านั้น กรณีของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์(อาจรวมไปถึง บุคคลอันเป็นที่รัก พ่อแม่พี่น้อง ลูก หรือบุคคลใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ) จากความหมายของการตีตรา ที่ว่าการทำเครื่องหมาย(ในอดีตมีการทำเครื่องหมายบนร่างกายจริงๆ)ในคนที่ทำผิดศีลธรรมของสังคม เช่น มีชู้ เป็นเชลย ฯลฯ “อคติ” จากการตีตรา อาจพิจารณาร่วมกับ อคติทางชาติพันธุ์ การเหยียดสีผิว(racism) การรังเกียจบุคคลรักร่วมเพศ (homophobia) ด้วยการมีพฤติกรรมที่ถูกมองว่า ไม่ดำเนินไปตามระเบียบของสังคม การตีตราในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นเสมือนการใส่รหัสหมาย(encode)โดยผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการนิยาม ในฐานะโรคร้ายแรง คุกคาม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอดส์ถูกโยงเข้ากับชุดคุณค่าด้านลบเดิม ได้แก่ (๑) การติดเชื้อสัมพันธ์กับพฤติกรรมของกลุ่มคนเฉพาะ (เช่น คนรักเพศเดียวกัน ผู้ใช้สารเสพติด ผู้ขายบริการ คนสำส่อน) ที่ถูกตีตราจากสังคมไปเรียบร้อยแล้ว ว่ามีการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ควร ไม่ดี เลว ต่ำ คุณค่าด้านลบถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่องและแพร่หลาย เช่น การระบุที่มาของการติดเชื้อเอชไอวี ในคำขวัญรณรงค์ต่อไปนี้ “สำส่อนทางเพศ ติดเอดส์ทุกราย” “สำส่อนทางเพศ ติดเอดส์ถึงตาย “ไม่มั่วเพศ ไม่มั่วเข็ม ไม่ติดเอดส์” (๒) HIV/AIDS เป็นโรคมีลักษณะคุกคามต่อชีวิต และอาจคุกคามคนรอบข้าง (๓) เกือบจะทั้งหมดของผู้ติดเชื้อ รับการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งโรคที่เกี่ยวกับเพศก็มักจะถูกตีตราอยู่แล้ว ด้วยอคติที่ว่า เรื่องเพศเป็นสิ่ง “ต่ำ” คนที่เกี่ยวข้องกับเพศ(นอกระบบศีลธรรม) จึงเป็น “คนต่ำ” ไปด้วย (๔) ข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดและการติดต่อของเชื้อเอชไอวี จำนวนมากที่ออกมาสู่สังคม ในลักษณะที่ ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และมีความผิดพลาด (๕) การติดเชื้อเอชไอวี ถูกอธิบายถึงความไม่รับผิดชอบของบุคคล และ (๖) ศาสนาและความเชื่อ ชี้นำให้บุคคลเข้าใจว่า การติดเชื้อเอชไอวี เป็น บทลงโทษที่บุคคลอันกระทำสิ่งผิดต่อศีลธรรมพึงได้รับ การรับรู้และการสร้างความจริงเกี่ยวกับเอชไอวีข้างต้น ส่งผลถึงการสร้างอัตบุคคล(subject) อันหมายถึง ปัจเจกบุคคลที่รับรู้และยอมรับในตัวตนของตนเองภายใต้ความรู้และคำอธิบายชุดหนึ่งๆ งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นคืนอำนาจในการกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ให้กับ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี สร้างตัวตนใหม่จากข้อค้นพบ อย่างไรก็ตาม การสืบค้นไปในช่วงประวัติศาสตร์ของการเผชิญหน้ากับ เอชไอวีของสังคม น่าจะเป็นจุดสำคัญของการเข้าใจที่มาที่ไปของรหัสหมาย ในช่วงต้นๆของสถานการณ์ระบาด(ของโลกประมาณ ๑๙๘๐ สำหรับสังคมไทยเริ่มประมาณ ๑๙๙๐) ความรู้เรื่องเอดส์เป็นสิ่งใหม่ สิ่งเดียวที่ผู้เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแพร่ระบาดทำได้ คือ การสร้างความกลัวให้กับผู้คน ไม่ทันระวัง(หรืออาจไม่คิดเลย)ว่า ภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นมานั้น ได้ตรึงเอาความน่ากลัวของเอดส์ให้แผ่พลังของการอธิบายมาถึงปัจจุบัน และเป็นตัวการสำคัญของการกีดกันและตีตราผุ้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ ความหมายแต่ละอันล้วนน่าสะพรึงกลัว เช่น เอดส์ คือ การลงโทษ(สำหรับผู้อยู่นอกศีลธรรม) เอดส์เป็นอาชญากรรม(สำหรับเหยื่อบริสุทธิ์) เอดส์คือสงคราม(สำหรับการต่อสู้กับไวรัส) เอดส์มีความเป็นอื่น(เชื้อโรคทำให้คนคนเจ็บป่วย และทำให้มีฐานะต่างออกไปจากคนปกติ) ด้านหนึ่งอาจจะมีความหมายที่คล้ายคลึงกับคำว่า การปักป้ายหรือติดฉลาก(labeling) แต่คำว่าการปักป้ายมีระดับความรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำต่างระดับกับการตีตรา อย่างไรก็ตามทั้งการปักป้ายและการตีตรา แม้มีระดับความรุนแรงที่ต่างกัน แต่ก็ส่งผลต่อความทุกข์ทางสังคม(social suffering)กับผู้ติดเชื้อได้ทั้งสิ้น ตัวอย่างการปักป้าย เช่น การระบุคำว่า “กลุ่มเสี่ยง” นำหน้ากลุ่มคนที่กล่าวถึงในสถานการณ์ระบาดเอดส์ เช่น “หน่วยงานของเราเน้นการรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มเสี่ยง......” “หนุ่มไทยนิยมบริโภคกะเทย เสี่ยงเอดส์ เพราะไม่ท้อง ไม่สวมถุงยาง” ส่งผลต่อผู้ติดเชื้อที่เป็น MSM ในลักษณะของการตีตราซ้ำซ้อน ความหมายในรหัสดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเนื่อง มีคนเปรียบเทียบความรุนแรงของการตีตราว่าเป็น “ดั่งห่าฝนก้อนหินที่ตกลงมาใส่ร่าง” (It’s raining stones) แต่ในความเป็นจริง เราจะรับรู้ว่าความรุนแรงของก้อนหินนั้นทำร้ายจิตใจมากกว่าร่างกาย นาย Ban Ki Moon เลขาธิการสหประชาชาติเอง ก็กล่าวถึงผลกระทบอันเกิดจากการตีตราในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ ว่าส่งผลให้ผู้ติดเชื้อหวั่นเกรงและกลัวการปรากฏตัวต่อสาธารณะ ผู้ป่วยหลายรายไม่กล้าไปรับการรักษาอย่างทันต่อสถานการณ์การเจ็บป่วย การตีตราจึงเป็นตัวขับส่งให้เอดส์กลายมาเป็น “เพชรฆาตเงียบ” (the silent killer) การมองเช่นนี้ทำให้เราเห็นว่า การตีตรามิได้เกิดผลในลักษณะของการกระทำความรุนแรงจากผู้อื่นเท่านั้น หากแต่การรับรู้ชุดคุณค่าด้านลบของผู้ติดเชื้อ ได้กลายเข้าไป(embody)ในตัวผู้ติดเชื้อ และกระทำการของมันเองอย่างเป็นอัตโนมัติ ด้านหนึ่ง ผลของการถูกตีตรา ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดความไม่มั่นคงในแหล่งรายได้ การงาน บางรายสูญเสียชีวิตคู่ เป็นหม้าย และเกิดกรณีของบาปความบริสุทธิ์ นั่นคือการอธิบายความน่าหวาดกลัวและหวั่นเกรงต่อการอยู่ร่วมกับเชื่อเอชไอวี นำไปสู่การทำแท้งให้กับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี การได้รับการดูแลรักษาที่ไม่ดีพอจากสถานพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย สิ้นหวังและอยู่ในอารมณ์ที่ทดท้อ รวมทั้งหลายรายสูญเสียความมั่นใจในการอยู่ในสังคม ซึ่งประเด็นเหล่านี้ นำมาสู่การตีตราภายใน(internal stigma) อันหมายถึงการที่ผู้ติดเชื้อคิดและกำหนดคุณค่าของตนเอง เชื่อมกับการสร้างความเข้าใจและมีความเชื่อ ที่เกี่ยวเนื่องกับการคิดว่าคนในสังคมมองผู้ติดเชื้อเอชไอวีว่าเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ดังนั้นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ ผลพวงของการรณงค์เพื่อให้คนมีความตื่นตระหนกและหวาดกลัวการติดเชื้อเอชไอวี และเมื่อเชื่อมโยงกับการกำหนดกลุ่มเสี่ยงอย่างมีอคติ ว่าเป็นเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมนอกกรอบ ผิดบาป ในทัศนะของสังคม ๒ เมื่อผู้ติดเชื้อทำวิจัย : ตั้งคำถาม เรียนรู้สิ่งใหม่ และผลที่ได้รับ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า งานวิจัยชิ้นนี้ มีเป้าหมายการทำงานสองส่วน คือ ส่วนแรกการศึกษาปรากฏการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติในเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย และ ส่วนที่สอง เป็นการใช้งานวิจัยเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ในส่วนนี้จะเน้นย้ำให้เห็นชัดว่า โอกาสในการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร น้อยครั้งที่งานวิจัยจะดำเนินการด้วยผู้ที่ประสบปัญหาเอง โดยไม่เอาคุณสมบัติทางการศึกษามาเป็นตัวกำหนด นักวิจัยสนามทั้ง ๑๓ คนของโครงการ เป็นแกนนำผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระดับต่างๆ คัดเลือกจากประชาคมของเครือข่าย และเข้ามาเรียนรู้ในงานวิจัย กระบวนการเรียนรู้เริ่มต้นที่ การทำความเข้าใจองค์ประกอบของงานชิ้นนี้ ว่ามี ๓ ส่วน คือ (๑) กรอบแนวคิดของการศึกษา(conceptual framework) กรอบคิดกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติของเพื่อนผู้ติดเชื้อ มองปรากฏการณ์ในแบบของการถูกใส่รหัสหมายด้านลบและการรับรู้ความหมายดังกล่าว ส่งผลถึงการลดทอนความเป็นมนุษย์ในหน่วยความสัมพันธ์ที่เพื่อนผู้ติดเชื้อเป็นสมาชิกอยู่ เชื่อมโยงประเด็นของความขัดแย้งเชิงคุณค่าทางวัฒนธรรมดังกล่าวเข้าสู่ เรื่องของ “สิทธิมนุษยชน” โดยมีแนวคิดเบื้องหลักว่า ประชาชนทุกคน มีสิทธิของตนเอง เพราะทุกคน ล้วนเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีเสรี มีเสมอภาค และมีศักดิ์ศรีมาตั้งแต่เกิด หลักสิทธิมนุษยชน เน้นที่ความเป็นสากล เป็นหลักการที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก แต่อาจะมีความต่างในรายละเอียด ตามเงื่อนไขประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ฯลฯ สิทธิมนุษยชนปฏิบัติกับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน (ไม่ได้หมายความว่าต้องได้รับทุกอย่างเหมือนกันทุกประการ หากแต่หมายถึงได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม / equally & not same) และเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน สนับสนุนสิทธิปัจเจกชนเป็นเบื้องแรก มุ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนโดยตรง (รัฐมีหน้าที่ทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นไปได้จริง) ห่อหุ้มด้วยหลักการพื้นฐานของมนุษยภาพ(humanity) เช่น สิทธิในการมีชีวิตที่ดี สิทธิในการไม่ถูกกักเป็นทาส สิทธิในการไม่ถูกทรมาน การส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชน ไม่สามารถผูกติดกับความเป็นพรมแดน รัฐของทุกชาติ ต้องส่งเสริมการมีสิทธิของมนุษย์ โดยไม่นำเอาความต่างทางเชื้อชาติ สัญชาติ มาเป็นเครื่องขัดขวาง (สุรสม กฤษณะจูฑะ และ คณะ, ๒๕๕๑) กรอบการศึกษามองความสัมพันธ์ระหว่าง การเรียนรู้เรื่องสิทธิของสังคมว่ามีส่วนสำคัญต่อการกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการทางสิทธิ เรียกสิ่งนี้ว่า “วงจรแห่งสิทธิ” (สุรสม กฤษณะจูฑะ และ คณะ,เพิ่งอ้าง) โดยวงจรนี้จะมองความสัมพันธ์ระหว่าง จินตนาการของสังคมว่าด้วยเรื่องสิทธิ อันจะส่งผลถึงการสร้างความรู้และช่องทางแห่งสิทธิ สามารถเกิดขึ้นได้จริง ส่วนเครื่องอำนวยความสะดวกนั้นหมายถึง โครงสร้างกฎหมายหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในวัฒนธรรมนั้นๆ กำหนดขึ้นมา และเป็นเสมือนพื้นที่ของอำนาจที่เปิดรับ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น หากมีการละเมิดสิทธิของผู้ติดเชื้อ ที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย กลุ่มหรือเครือข่าย ก็ต้องออกมาแสดงบทบาทดัวยการสร้างหรือประสานช่องทางของการเข้าถึงการคลี่คลายปัญหา อาทิ ช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ช่วยแนะนำและให้ข้อมูล หรือประสานส่งต่อไปยังหน่วยงานรับผิดชอบ มูลนิธิ สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิประชาชน (สคช.) เป็นต้น แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปอาจจะมีความเข้าใจและมีจินตนาการว่าด้วยเรื่องของ “สิทธิ” ที่ต่างกันไป แต่อย่างน้อยหน่วยงานที่เป็นช่องทางแห่งสิทธิและส่วนของการควบคุมกลไก ต้อง เข้าใจหลักการว่าด้วยสิทธิแบบอย่างเป็นสากล จึงจะสามารถส่งผลด้านบวกแก่ผู้ที่ถูกละเมิดได้ การเรียนรู้ เรื่องสิทธิของสังคม จินตนาการแห่งสิทธิ ของสังคม วงจร แห่งสิทธิ เครื่องอำนวยความสะดวก (กฎหมาย บรรทัดฐานทางสังคม ฯลฯ) การเรียนรู้ / สร้างความรู้ ช่องทางแห่งสิทธิ พื้นที่และปฏิบัติการทางสิทธิ (๒) เครื่องมือในการศึกษาข้อมูล เครื่องมือสำคัญของงานศึกษาคือ แบบสอบถาม ประเมินตัวชี้วัด ที่พัฒนาขึ้นจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งโลก(Global Network of People Living with HIV/AIDS หรือ GNP+) ชุมชนสตรีผู้ติดเชื้อเอชไอวีระหว่างประเทศ(International Community of Woman Living with HIV/AIDS หรือ ICW) สหพันธ์วางแผนครอบครัวระหว่างประเทศ (International Planned Parenthood Federation หรือ IPPF) และ โครงการร่วมโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ(Joint United Nations Programmed on HIV/AIDS หรือ UNAIDS) แบบสอบถามประกอบไปด้วย เนื้อหาสำคัญๆ 3 หมวดใหญ่ๆ คือ หมวดแรก จะเป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ให้สัมภาษณ์(รวมทั้งครอบครัว) หมวดที่สอง เป็นตัวบ่งชี้ที่เน้นประสบการณ์ของให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการตีตราจากสังคม(Social Stigma) การตีตราภายใน(Self Stigma หรือ Internal Stigma) และการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ติดเชื้อผ่านกฎหมาย นโยบาย และหรือการปฏิบัติ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในห้วงเวลาย้อนหลัง 12 เดือน และ หมวดที่สาม เป็นตัวบ่งชี้ที่เน้นกรณีตัวอย่างของการตีตราและ/หรือการเลือกปฏิบัติเกี่ยวข้องกับเอชไอวีในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวกับการตรวจเลือด การเปิดเผยตัว และการเตรียมการดูแลรักษาเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ทั้งนี้ข้อมูลงานวิจัยจะเพิ่มเติมในส่วนของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง ผู้สัมภาษณ์ และ ผู้ถูกสัมภาษณ์ ทั้งปัญหาในอดีตและในชีวิตประจำวัน ภาวะอารมณ์ ความรู้สึก ความคาดหวัง ฯลฯ โดยจะมีการจัดเวทีเพื่อให้มีการระดมข้อมูลเหล่านี้จากผู้สัมภาษณ์หรือนักวิจัยสนาม ทั้ง 13 คน (๓) บทบาทของความเป็นเพื่อนผู้ติดเชื้อของนักวิจัยสนาม การที่นักวิจัยสนามเป็นผู้ที่ประสบชะตากรรมร่วม เป็นเหมือนช่องทางสำคัญของการสื่อสารและเรียนรู้ในประเด็นที่จะศึกษา ซึ่งเมื่อทำการวิจัยไประยะหนึ่ง คณะผู้วิจัยพบว่าการทำงานการวิจัยเพื่อสืบค้นข้อมูล สัมภาษณ์เพื่อนผู้ติดเชื้อ สร้างให้เกิดการเรียนรู้แก่นักวิจัยสนาม พวกเขาเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน การตีตรา และการเลือกปฏิบัติได้ชัดเจนมากขึ้นผ่านการให้ข้อมูลของเพื่อนที่บอกเล่าและตอบแบบสอบถาม การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นในหลายระนาบนับตั้งแต่ความรู้ ข้อมูล ประสบการณ์ และ อารมณ์ความรู้สึก เป็นความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติ(practical knowledge) นอกจากนี้ สิ่งที่คณะทำงานได้เรียนรู้ที่มากไปกว่าข้อมูลการสัมภาษณ์และปรากฎการณ์คือ ได้ รู้จักตนเองมากขึ้น มองเห็นศักยภาพของตนเอง และเป็นโอกาสในการทบทวนการทำงาน “เพื่อนพวกเราส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำ คิดว่าเครือข่ายงานอื่นๆจะไม่เข้าใจงาน ทำให้คุณค่างานของเราอาจด้อยลงไป / ก่อนที่จะทำ วิจัย เพื่อนถามว่า เฮ้ย มึงทำเรืองนี้จะได้หรือ จะทำได้จริงหรือ เพ้อเจ้อ ที่ผ่านมาเราทำแล้ว มันก็ยังเดิมๆ ทีมสิทธิฯ คนหนึ่งกล่าว เป็นประเด็นท้าทายที่สำคัญ เราใช้เวลา ๔ เดือนในการเรียนรู้ อบรม ทำงาน เก็บข้อมูล คิดวิเคราะห์ สรุป ฯลฯ เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นำมาสู่มิติความเข้าใจใน สิทธิ ที่เปลี่ยนไป” “เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวนักวิจัยสนาม รู้จักและเข้าใจการตีตราและการเลือกปฏิบัติ มองย้อนกลับไป พบว่าที่ผ่านมาเราเองถูกตีตราจากคนอื่น ขณะเดียวกันเราเองก็ตีตราคนอื่น อย่างมาก หลายๆ เรื่อง” “มันไม่ใช่แค่งาน หรือ กระดาษ แต่เราได้เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ทั้งของเราและเพื่อนมากกว่า ตัวงานวิจัย” “หากเราไม่ได้ทำงานชิ้นนี้ เราก็จะไม่รู้ว่า คนอื่น เพื่อนเรา ยังตกอยู่ในภาวการณ์ตีตราและเลือกปฏิบัติ ที่หลากหลายและซับซ้อนอย่างไร จากเดิมเวลาเรามอง คุยกับเพื่อนเกี่ยวกับการตีตรา คำตอบคือเพื่อนจะไม่ถูกตีตรา แต่เมื่อทำจริงๆ มันมีและมากด้วย ทำให้เราได้ทบทวนงานและบทบาทของเราในอดีต ว่าใช่หรือไม่ ทำงานอย่างเข้าถึงปัญหาหรือยัง” “ตอนที่เราทำงานกลุ่ม เราเองเข้าไม่ถึงเพื่อน พอทำวิจัย ได้คุยกับเพื่อนจริงจัง เราได้รับรู้ข้อมูลของเพื่อนคนเดิมที่ต่างไป รู้เกี่ยวกับเขามากขึ้นมาก” “ที่ผ่านมาเรามองการละเมิดอยู่ในขอบเขตของ “สิทธิการรักษา” แต่ไม่เห็นแง่มุมชีวิตของเพื่อน เรามองภาพเดิมๆ ตั้งแต่ เอดส์ ๒๕๓๘ ๒๕๓๙ เพื่อนเราและเครือข่าย โดนกระทำ เราเน้นที่สิทธิและโอกาสในการรักษาและการดูแลสุขภาพจากรัฐ งานวิจัยทำให้เราเห็นว่าที่ผ่านมาได้ละเลย มิติของการตีตราในชีวิตประจำวัน / มัวแต่มองเรื่องใหญ่ๆ แต่ประเด็นเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเราไม่ได้มอง / ความเล็กใหญ่ของปัญหาขึ้นอยู่กับผู้มอง เรื่องเอดส์มีการมองปัญหาต่างระดับกัน / บางคนชินชา แต่อาจเป็นการอธิบายสำหรับตนเอง เช่น ปล่อยมันเหอะ อีกหน่อยเมื่อเขารับกันได้ มันจะดีเอง กลายเป็นปมลึกๆ ที่เก็บเอาไว้” “คุณค่าของงานประเมินด้วยคำพูดยาก คุณค่าของการทำดัชนีชีวัด จะเป็นตัวบ่งบอก (กำหนด)คุณค่าชีวิตของเพื่อนเรา หรือ อาจรวมถึงคนที่ไม่ติดเชื้อ คุณค่านี้มันเป็นการประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนเคลื่อนไหวผู้ติดเชื้อในสังคมไทย ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเพื่อนได้ ณ วันนี้ แต่จะส่งผลอย่างมหาศาลในอนาคต ถ้าเครือข่ายไม่ลืมเสียก่อน” จากส่วนเสี้ยวหนึ่งของ “ความรู้” และ “ความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นกับนักวิจัยสนาม ชี้ให้เห็นว่าการทำงานวิจัยได้ไปถึงเป้าหมายของงานในส่วนแรก คือ การพัฒนาศักยภาพของแกนนำ เพื่อกลายมาเป็นกลไกการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของผู้ติดเชื้อในเครือข่ายได้ ๓. สิ่งที่ “ดัชนี” ชี้ให้เห็น ในบทความนี้ คณะผู้วิจัยจะเลือก นำเสนอข้อค้นพบบางส่วนที่ น่าจะเป็นประเด็นในการถกเถียงและหาแนวทางการทำงานต่อไปในอนาคต โดยจะนำเสนอตามแบบสอบถาม ๔ ส่วน ดังนี้ ๓.๑ ข้อมูลบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ • จำนวน ๒๓๓ คน ชาย ๕๗ หญิง ๑๔๘ คน และเพศอื่นๆ ๒๘ คน • ส่วนใหญ่อายุ ๓๐-๓๙ ปี ร้อยละ ๕๗.๕๑ รองลงมา อายุ ๔๐-๔๙ ปี ร้อยละ ๒๖.๑๘ • ติดเชื้อมานาน ๑๐-๑๔ ปี ร้อยละ ๓๕.๑๙ รองลงมา ติดเชื้อ ๕- ๙ ปี ร้อยละ ๒๙.๑๘ มีเพียง ร้อยละ ๖.๘๗ เท่านั้นที่ติดเชื้อ ๐-๑ ปี • ร้อยละ ๔๓.๗๘ ของเพื่อนผู้ติดเชื้อ มีประสบการณ์และเคยเป็นสมาชิกในกลุ่มของ พนักงานบริการ MSM เกย์/เลสเบียน ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด กลุ่มชาติพันธุ์รอง/ชนเผ่า สาวประเภทสอง แรงานข้ามชาติ และนักโทษ • ร้อยละ ๑๑.๕๙ เป็นผู้พิการ (นิ้วขาด พิการขา ปากแหว่ง กระดูกสันหลังเคลื่อน ฯลฯ) • ร้อยละ ๕๒.๓๖ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา รองลงมามัธยมศึกษา ร้อยละ ๓๐.๔๗ • ส่วนใหญ่อาชีพไม่มั่นคง คือ ทำงานไม่เต็มเวลา ชั่วคราว เต็มเวลา แต่ไม่ได้บรรจุ มีเพียงร้อยละ ๑๖.๓๑ เท่านั้นที่ทำงานเต็มเวลา และไม่มีงานทำถึงร้อยละ ๒๐.๖๐ • ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และกึ่งเมืองกึ่งชนบท มีเพียงร้อยละ ๑๔.๑๖ เท่านั้นที่อยู่ในเมือง • รายได้ต่อเดือนรวมกันของคนในครัวเรือนครอบครัวต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท/เดือน ถึงร้อยละ ๕๗.๕๑ รองลงมาร้อยละ ๒๕.๓๒ มีรายได้ ๕,๐๐๑-๑๐,๐๐๐ บาท/เดือน มี ๑๑ ครัวเรือน ที่มีรายได้ มากกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ ๔.๗๒ ๓.๒ เป็นตัวบ่งชี้ที่เน้นประสบการณ์ของการให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการตีตราจากสังคม(Social Stigma) การตีตราภายใน(Self Stigma หรือ Internal Stigma) และการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) • มีผู้ที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนถึง ร้อยละ ๓๔.๓๓ ในจำนวนนั้นร้อยละ ๕๗.๘๔ เชื่อว่า เป็นเพราะพวกเขาติดเชื้อเอชไอวี • จากแบบสอบถามพบว่าร้อยละ ๙๔.๘๕ ไม่ถูกกีดกันจากกิจกรรมศาสนาและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (แต่จากบันทึกสนามพบว่า มีการกีดกันทางศาสนาอย่างมากบางศาสนาห้ามไม่ให้ผู้นำไปประกอบพิธีกรรมให้ หรือหากมีพิธีกรรม ก็จะลดขั้นตอนพิธีลง) • สิบสองเดือนที่ผ่านมา มีเพียง ๒๓.๑๘ เท่านั้นที่ไม่ตกเป็นเป้าการนินทา ที่เหลือต่างตกเป็นเป้าหมายการนินทา ๑ ครั้ง ๑-๒ ครั้ง และร้อยละ ๕๗.๙๓ ตกเป็นเป้าการนินทาบ่อยๆ • ร้อยละ ๔๗.๒๑ ถูกกระทบกระทั่ง ทำร้าย และข่มขู่ด้วยวาจา ในกลุ่มนั้นร้อยละ ๕๐.๙๑ คิดว่าเป็นเพราะการติดเชื้อเอชไอวี • ร้อยละ ๓๒.๑๙ สูญเสียงานและแหล่งรายได้ และร้อยละ ๒๖.๑๘ ถูกปฏิเสธงานด้วยเหตุผลของการเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี • ร้อยละ ๑๙.๗๔ ถูกปฏิเสธการเข้ารับบริการทางการแพทย์ (มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ถูกปฏิเสธ แต่เลือกปฏิบัติแบบอื่น เช่น เปลี่ยนคิว จัดโอกาสการเข้าถึงที่ต่างไปจากปกติ เป็นต้น) • เกี่ยวกับการตีตราภายใน เมื่อถามความรู้สึกต่อสถานภาพการติดเชื้อ ร้อยละ ๖๓.๙๕ รู้สึกละอาย ร้อยละ ๔๗.๖๔ รู้สึกผิด ร้อยละ ๔๒.๙๒ โทษตัวเอง ร้อยละ ๔๓.๗๘ เชื่อถือตนเองน้อย ร้อยละ ๑๖.๗๔ อยากฆ่าตัวตาย (๓๙คน) ร้อยละ ๒๑.๘๙ รู้สึกว่าตนเองควรถูกลงโทษ • ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้น(แม้มันจะไม่เกิดกับตนเองก็ตาม) ร้อยละ ๖๔.๓๘ กลัวถูกนินทา ร้อยละ ๕๗.๕๑ กลัวถูกด่าก่อกวนหรือคุกคามด้วยวาจา ร้อยละ ๕๔.๕๑ คิดว่าคนอื่นกลัวที่จะมีเพศสัมพันธ์กับตน เพราะการติดเชื้อเอชไอวี • ความรู้ด้านสิทธิ กฎหมาย และ นโยบาย ร้อยละ ๕๖.๖๕ ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับพันธะกรณีว่าด้วย เอชไอวี/เอดส์ และการปกป้องสิทธิ ส่วนผู้ที่เคยได้ยิน ร้อยละ ๔๕.๕๘ ไม่เคยอ่านหรือพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาของปฏิญญาเลย • ร้อยละ ๒๑.๒๐ ถูกปฏิเสธการทำประกัน • ร้อยละ ๔๗.๒๑ เคยถูกละเมิดสิทธิในฐานะผู้ติดเชื้อ(จำนวนมากขึ้นหากรวมกับผู้ที่ไม่แน่ใจ ว่าถูกละเมิดหรือไม่ที่มีร้อยละ๒๑.๔๖) • ร้อยละ ๗๔.๖๘ ของผู้ถูกละเมิด ไม่เคยพยายามที่จะร้องเรียนหรือ แก้ไขปัญหาเพื่อให้เป็นไปตามสิทธิ (จำนวนมากขึ้น หากรวมกับผู้ที่ไม่แน่ใจอีก ร้อยละ ๑๒.๐๓) • ในจำนวนผู้ที่ไม่เคยหรือไม่แน่ใจที่ร้องเรียนหรือแก้ไขปัญหา เหตุผลสำคัญคือ ร้อยละ ๔๖.๗๒ ไม่มีความเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นน้อยว่าถ้าทำแล้วจะประสบความสำเร็จ และ ร้อยละ ๑๓.๘๗ ที่มองว่าขั้นตอนการร้องเรียนยุ่งยากและเชื่องช้ามากเกินไป ๓.๓ เป็นตัวบ่งชี้ที่เน้นกรณีตัวอย่างของการตีตราและ/หรือการเลือกปฏิบัติเกี่ยวข้องกับเอชไอวีในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวกับการตรวจเลือด การเปิดเผยตัว และการเตรียมการดูแลรักษา • การปกปิดและเปิดเผยความลับด้านการติดเชื้อ ร้อยละ ๑๕.๒๒ คนอื่นบอกกับคนที่ทำงานโดยที่ฉันไม่ยินยอม ร้อยละ ๑๓.๙๗ คนอื่นบอกแก่หัวหน้างานโดยที่ฉันไม่ยินยอม ร้อยละ ๒๔.๔๖ ที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลการติดเชื้อของเรากับผู้อื่น • ร้อยละ ๕๐.๒๑ ไม่รู้ว่าบันทึกการแพทย์ของตนจะถูกเก็บเป็นความลับหรือไม่ และมีจำนวนถึง ร้อยละ ๒๖.๑๘ ที่รู้แน่ชัดว่าบันทึกทางการแพทย์ของตนไม่ถูกเก็บรักษาอย่างเป็นความลับ (OPD Card ซึ่งระบุสถานะการติดเชื้อ มีคนเข้าถึงง่ายและจำนวนมาก) • ด้านการรักษา ร้อยละ ๔๑.๒๐ ไม่เคยสนทนาอย่างจริงจังกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาการติดเชื้อ • ร้อยละ ๕๑.๕๐ ไม่เคยสนทนาอย่างจริงจังกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ อนามัยเจริญพันธุ์ ความสัมพันธ์ทางเพศ ความสมบูรณ์ทางอารมณ์ การใช้สารเสพติด และอื่นๆ • ด้านการมีลูก ร้อยละ ๖๕.๒๔ เคยได้รับคำปรึกษาด้านอนามัยเจริญพันธุ์ ร้อยละ ๕๙.๖๖ ได้รับคำแนะนำไม่ให้มีลูกหลังการติดเชื้อ และร้อยละ ๒๘.๗๖ ถูกบังคับให้ทำหมัน (ถามเฉพาะผู้หญิง) • เชื่อมโยงระหว่างการมีลูกและการรักษาด้วยยาต้าน ร้อยละ ๒๐.๑๗ ถูกตั้งเงื่อนไขว่า ต้องคุมกำเนิดแบบต่างๆ ก่อนรับยา (ถามเฉพาะผู้หญิง) • เพื่อนผู้ติดเชื้อจำนวน ๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๑๐(จากผู้ตอบแบบสอบถามเพศหญิง ๑๔๘ คน) ที่ถูกบังคับให้ยุติการตั้งครรภ์ • จำนวน ๒๒ คน หรือร้อยละ ๙.๔๘ ที่เพื่อนผู้ใช้ยา ที่ไม่รู้ว่าฉันติดเชื้อ ๓.๔ ประเด็นท้าทายในทัศนะของผู้ให้สัมภาษณ์ • การตรวจเลือด คนในสังคมไม่กล้าตรวจเลือดเพราะ กลัวว่าจะรับภาวะหลังทราบผลการตรวจไม่ได้ กลัวในสิ่งที่ผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ เผชิญ กลัวการถูกรังเกียจ จึงกลัวที่จะให้คนอื่นรับรู้สถานะติดเชื้อ กรณีการบังคับตรวจเลือดทั้งทางตรงและทางอ้อม รัฐควรออกมาตรการป้องกันการบังคับการตรวจเลือด • การเปิดเผยตัว การรักษาความลับไม่เชื่อถือ ไม่ดีพอ ควรให้เจ้าของผลเลือดบอกเอง แพทย์ ไม่ควรแจ้งผลการตรวจเลือดต่อผู้ประกอบการ(เชื่อมโยงกับสถานประกอบการที่บังคับตรวจเลือด) ตัวอย่าง OPD Card ของโรงพยาบาล(บางแห่ง) ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ • การรักษา ไม่อยากกินยาตลอดชีวิต อยากหาย ไม่อยากให้ยามีผลข้างเคียง ควรปรับสูตร การกินยาที่เคร่งครัด คนเริ่มรู้ว่ายาต้านกินเป็นเวลา น่าอึดอัดสำหรับคนไม่เปิดเผยตัว • การมีลูก มีสองกรณีที่ต่างกัน กลุ่มที่ตอบว่าไม่ต้องการมีลูก(แต่ลึกๆอยากมี)มองว่า ลูกจะติดเชื้อ/เดือดร้อน ส่วนกลุ่มที่อยากมีลูก เสนอประเด็นที่พี่เลี้ยง/เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องการให้ผู้ติดเชื้อมีลูก ไม่ให้คำปรึกษาเรื่องการมีลูกที่ดี อยากให้เจ้าหน้าที่เคารพสิทธิความเป็นคนของผู้ติดเชื้อ ๔. ภาระกิจข้างหน้า ของ TNP+ กับการถอดถอนรหัสหมาย เมื่อการตีตราเป็นผลพวงอันเนื่องมาจากการใส่รหัสหมายด้านลบ ส่งผลถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไม่มั่นคง การถอดถอนรหัสหมาย(decode) จึงเป็นสิ่งสำคัญของขบวนและการขับเคลื่อน โดยมองว่า การทำความเข้าใจการตีตราและเลือกปฏิบัติ นอกจากจะต้องเรียนรู้กรอบและหลักการสิทธิมนุษยชนอันเป็นพื้นฐานแล้ว เส้นทางของกระบวนการใส่ความหมาย ก็มีส่วนสำคัญ โดยเริ่มต้นที่ ตัววัฒนธรรมที่กำหนดคุณค่าของคน พฤติกรรม มาสู่การตัดสิน เมื่อตัดสินคุณค่าด้านลบก็ส่งผลให้เกิดอคติ การ ตีตรา และมาสู่การ เลือกปฏิบัติในที่สุด ๕. ประเด็นสำคัญและข้อเสนอแนะจากการวิจัย ดังที่ได้ทำความเข้าใจแล้วว่า การตีตราและเลือกปฏิบัติ ถูกสร้างขึ้นด้วยปัจจัยและคุณค่าทางวัฒนธรรม ดังนั้นการถอดรหัสและการฟื้นคืนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ติดเชื้อที่ถูกตีตรา จำเป็นต้องมีปฏิบัติการที่พื้นที่วัฒนธรรม งานวิจัยจึงขอชี้ชวนพิจารณาและข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ ๕.๑ ประเด็นพิจารณาสำคัญจากงานวิจัย (๑) คนไทย พร่องจินตนาการแห่งสิทธิ (ทั้งผู้เลือกปฏิบัติและผู้ถูกเลือก – เชื่อมกับภาพ “วงจรแห่งสิทธิ”) จุดสำคัญอยู่ที่กรอบวัฒนธรรมไทย ไม่ได้เปิดช่องทางสำหรับการเข้าถึงแก่นของ Human Rights ที่ต้องมองเห็นมนุษยภาพ(Humanity) (๒) การตีตรา มีหลากหลายรูปแบบ และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน มีสองแบบ คือ หนึ่งการผูกโยงเข้ากับกรอบศีลธรรมทางสังคม และสองการจัดแบ่งและจำแนกประเภท (ที่บอกคุณลักษณะดี/ไม่ดี อันเป็นบรรทัดฐานและคุณค่าร่วม/system of value)ของสังคม ส่งผลถึงการสร้างความเป็นอื่น(the otherness) (๓) การตีตราในผู้ติดเชื้อที่เป็นอยู่ ไม่ได้เกิดขึ้นลำพังเพราะว่าอคติที่มีต่อเอชไอวี หากแต่ความรุนแรงทางด้านวัฒนธรรมและสังคม ที่เพื่อนผู้ติดเชื้อเราเผชิญอยู่อย่างสาหัส คือ การผสมเข้ากับอคติเดิมที่สังคมมีต่อเพื่อนมนุษย์อยู่แล้ว เช่น อคติต่อคนขายบริการ อคติต่อคนที่มีเพศสัมพันธ์นอกกรอบวัฒนธรรม(โดยเฉพาะผู้หญิง) อคติต่อหญิงหม้าย อคติต่อกะเทย อคติต่อผู้ใช้ยา อคติต่อคนจน อคติต่อคนที่ไม่ได้รับการศึกษาในระบบ(ทั้งๆที่มีความรู้จากนอกระบบอย่างมหาศาล) อคติทางชาติพันธุ์ ฯลฯ (๔) ประสบการณ์ ๒๐ กว่าปีในการเผชิญหน้ากับเอดส์ ความสัมพันธ์ทางสังคมด้านลบ ที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ (สำส่อน รนหาที่ คนบาป เอดส์คือพระเจ้าลงโทษ ฯลฯ) ทำให้การตีตรา ได้เคลื่อนตัวจากการปฏิสัมพันธ์ภายนอก สู่ การตีตราตนเอง ด้านกลับกันทำให้ภาพของการตีตราที่ปรากฏในสังคมดูเหมือนจะเบาบางลง (๕) สถานการณ์การเลือกปฏิบัติ ทั้งผู้เลือกปฏิบัติและผู้ถูกเลือกปฏิบัติ มักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่า พวกเขากำลังอยู่ในสนามของการใช้อำนาจ มีเรื่องของสิทธิและการละเมิดสิทธิร่วมอยู่ด้วย (๖) งานศึกษาในสนามพบว่า เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ของ “เพื่อน” ที่มีความทุกข์ ไม่กล้าร้องเรียน “เกรงว่า” จะไปไม่รอด อันหมายถึง ไม่รู้ว่ามีคนช่วยเราได้ตลอดรอดฝั่งไหม กลัวว่ากระบวนการเรียกร้องจะทำให้เราต้องเปิดเผยตัวต่อสาธารณะอย่างไม่รู้จักจบสิ้น หรือเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ โดยเฉพาะแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาล ซึ่งหมายถึงช่องทางการเข้าถึงยาและบริการอาจจะถูกสั่นคลอน ประเด็น เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า มองผ่านความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจสังคม ชุดคุณค่าด้านลบยังคงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ๕.๒ ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย (๑) สำหรับคนในเครือข่ายผู้ติดเชื้อและคนทำงานด้านเอดส์ ควรมีกระบวนการที่สร้างความเข้าใจเรื่อง “สิทธิ” ในหลายๆ กรอบทั้ง กฎหมาย รัฐศาสตร์ และวัฒนธรรม(ชุดคุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นตัวการสำคัญของการตีตราและเลือกปฏิบัติ) (๒) พิจารณาปัญหาเพื่อออกแบบและสร้างกลไกการทำงานด้วยกรอบคิด(conceptual frame)ที่รอบด้านและเหมาะสม เช่น การตีตรา เป็นผลมาจากปัจจัยทางวัฒนธรรมและการตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนที่ติดเชื้อ(โดยเฉพาะก่อนการติดเชื้อ) ต้องเน้นแก้ไขที่การปรับทัศนะและความเข้าใจ ร่วมไปกับประเด็นกฎหมาย ปกครอง ฯลฯ ที่เป็นส่วนเสริมให้กระบวนการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมีมิติที่คลอบคลุมมากขึ้น (๓) เครือข่ายคน/องค์กรทำงานด้านสิทธิ ควรใช้จังหวะนี้เร่งพิจารณาทบทวนความเข้าใจ มโนทัศน์ เรื่องสิทธิ สิทธิมนุษยชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ที่เชื่อมโยงกับขบวน ข้อเสนอนี้ มาจาก รูปธรรมของความไม่รู้ ไม่มั่นใจ และ ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง รวมทั้งหน่วยงานที่ทำงานอยู่ก็จะได้ทบทวนกระบวนการของตนเอง ออกแบบใหม่อย่างสอดคล้องกับสภาพการณ์ (๔) แนวทางการขับเคลื่อน ต้องไม่เคลื่อนไหวเชิงเดี่ยว มองสิทธิ ทั้งการเข้าถึง การละเมิดสิทธิ เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมวัฒนธรรม เพราะ อคติหรือการตัดสิน ที่สังคมมีต่อ คนติดเชื้อเอชไอวี ไม่ได้เกิดขึ้นจากเอชไอวีเพียงอย่างเดียว หากแต่โยงเข้ากับอคติเดิม โดยเฉพาะเรื่อง “เพศ” และ พฤติกรรมที่สังคมวัฒนธรรมมองว่า “เบี่ยงเบน” “ผิดปกติ” “เลว” ทั้งหลาย (๕) เชื่อมโยง เครือข่ายให้ครบองค์ประกอบ อย่างน้อย ๔ ส่วนคือ ภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ภาคองค์กรเอกชน องค์กรรัฐ และ ภาควิชาการ (ตัวอย่างงานวิจัยป่าชุมชน) หรือเราอาจจะพบว่าความรู้และกลไกอาจจะเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะไม่ได้เชื่อมโยงกัน ท้ายที่สุด คณะผู้วิจัยมองว่า เอดส์ หรือ เอชไอวี ไม่ได้เป็นปัญหาโดยตัวมันเอง แต่มันได้ทำหน้าที่ในการฉายให้เห็น(spot light) ถึงระบบความสัมพันธ์ของคุณค่าทางวัฒนธรรมในสังคมไทยที่มีต่อกันของคนกลุ่มต่างๆ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้ถูกโยงเข้าไปรวมกับกลุ่มที่เป็นชายขอบของความสัมพันธ์ ทั้งเรื่องของ สุขภาพและความสมบูรณ์ของร่างกายผู้ติดเชื้อก็จะถูกเหมารวมว่าเป็นคนป่วย เรื่องเพศ “สำส่อน” และ “มั่ว” ก็จะเป็นชุดคุณค่าที่กำกับและติดตามผู้ติดเชื้อทุกฝีก้าว อคติ การตีตรา การละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายอย่างที่ไม่ผิดกฎหมาย หากแต่เป็นผลจากคุณค่าทางวัฒนธรรม ดังนั้นกลไกขับเคลื่อนการทำงานด้านสิทธิของทุกส่วน จำเป็นต้องโยงสองส่วนดังกล่าวเข้าด้วยกัน จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายว่าด้วย “งานสิทธิ” ได้  


 
 
 
 
สำนักงานภาคตะวันออก
25/64 ถ.วุฒิสารโสภณ
ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง 21000
โทร. 0-3887-1236-7 แฟกซ์ 0-3861-8011
E-mail : fareast@farthai.org

สำนักงานภาคอีสาน
5/5 หมู่ 4 บ้านโนนสาทรถนน สาทรกลาง
อ. เมือง จ. ชัยภูมิ 36000
โทร. 0-4481-6824-5
Email : faresan@farthai.org

สำนักงานภาคใต้
173/9 ม.3 ต.แม่นางขาว
อ.คุระบุรี จ.พังงา 82150
โทร. 0-7649-1410 แฟกซ์ 0-7649-1433
E-mail : farsouth@farthai.org